เข้าสู่ช่วงการระลึกความหลังครั้งที่ 2 แล้ว พอจะเขียนแล้วดันงานเข้า 3 อาทิตย์ติดอีก ฉันจะเขียนจบเมื่อไหร่ดีละคะ เอ้า.... ต่อกันเสียทีหลังจากไปนั่งงงอยู่หลายวัน เรื่องต่อไปหลังจากเข้ามาเป็นเด็กหอแล้ว อาจเป็นนี่เลย

..........กิจกรรมรับน้อง (สยองกริ้วส์) ฉันไม่แน่ใจว่าที่อื่นจะมีไหม แต่ฉันเข้ารับน้องตอนม.1 ด้วย กิจกรรมไม่มีอะไรมาก ก็จะเอาอะไรกับเด็กมัธยมล่ะคะ มันก็ง่ายๆ มีสันทนาการ แล้วก็มีพาไปทัศนศึกษา เช่น ไปปีนเขากระชับสัมพันธ์ค่ะ (อันนี้มันไม่น่าจะใช่กิจกรรมบังคับ แต่มีเกือบทุกปีจริงๆ) ไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ต่างๆ แล้วก็มีการผูกข้อไม่ข้อมือกันโดยพี่แก่ๆ ม.5 ม.6 อะไร แบบนี้น่ะค่ะ สำหรับเด็กมัธยมแล้ว แค่นี้ก็ประทับใจได้แล้วค่ะ

......... อาหารการกิน ก็"โรงเรียนกินนอน" นี่คะ มันต้องพูดถึงอาหารก่อนอยู่แล้ว รูปแบบการกินของเด็กประจำอาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะค่ะ
           แบบแรกระบบ ร้านค้า โรงเรียนจะให้ร้านค้ามาประมูลเพื่อขายอาหารให้เด็กๆ ค่ะ กรณีนี้มีข้อดีในส่วนที่เรามีทางเลือกค่ะ ถึงจะไม่มากมายนักหนาก็ตาม ไปซื้อแล้วจ่ายตังค์ซึ่งน่าจะเป็นคูปอง ไม่ก็เงินสด ก็ว่ากันไป กรณีนี้ไม่แน่ใจว่าช่วงที่เด็กน้อยๆ จะมีร้านเข้ามาขายอยู่รึเปล่าหรือจะใช้วิธีอื่น เช่นให้อาจารย์บริการไปซื้อข้าวกล่องมาให้ อะไรแบบนี้รึ?

            ส่วนอีกระบบคือเหมาจ่ายค่ะ จากนั้นจะมีการประมูลเพื่อหาทีมแม่ครัวมาทำอาหารให้เรากิน แน่นอนว่าทางเลือกนั้นมีแค่ กินกับไม่กิน เท่านั้นค่ะ สำหรับแบบนี้ ถ้าพยายามหาช่องทางตีซี้ คนที่จัดการรายการอาหารได้ นั่นจะช่วยให้ดีขึ้นมาอีกนิดคือ บอกเขาได้ว่าอยากกินอะไร อย่างน้อยๆ ในสัปดาห์นั้น หรือเดือนนั้นๆ ก็มีของที่เราชอบหรืออยากกินโผล่มาแน่ๆ วิธีนี้ฉันทำบ่อยๆ ช่วงม. ปลาย แต่หลังจากนั้นขี้เกียจคิดเมนู เลยกินเท่าที่มีให้กินแหละค่ะ และถึงจะเป็นการกินที่ไม่มีทางเลือก แต่หาน้อยนะคะที่อยู่ประจำแล้ว จะผอมลงเพราะอดอยาก ส่วนใหญ่ไม่เท่าเดิมก็หนักขึ้นทั้งนั้น เนื่องจากมัน เป็นการกินข้าวกับ เพื่อน พี่ น้อง ค่ะ ความสนุกสนานจากการกินกันหลายๆ คนจะทำให้รสชาติกลายเป็นเรื่องรองลงมา กินได้เรื่อยๆ อาหารไม่อร่อย แต่เรื่องที่คุยกันมันแซ่บค่ะ เพราะงั้นเวลากินข้าวจะเสียงดังมาก แต่มีอาหารบางประเภทที่กิน แล้วจะอยากคุยยังไงก็ทำเสียงดังไม่ได้ คืออาหารเส้นๆ ค่ะ อาจารย์ที่รู้จุดนี้จะพยายาม ให้แม่ครัวทำอาหารเส้นมาอุดปากนักเรียนไว้ค่ะ แม้จะได้ผลแค่ 20 นาทีแต่ก็ยังดีล่ะนะคะ ระบบนี้มีข้อดีคือ ถ้าอยู่โรงเรียนต่อให้คนเหลือน้อยอย่างไรก็มี ข้าวกินครบสามมื้อแน่นอน เว้นแต่จะไม่มากินเท่านั้นล่ะค่ะ

           การนั่งกิน มีแบบนั่งตามใจฉันอยากไปกินกับใครก็ไปเถอะค่ะ นั่งตามระดับชั้นปี นั่งแยกชายหญิง หรือว่านั่งเป็นโต๊ะ โดยบังคับสมาชิกในโต๊ะค่ะที่โรงเรียนของฉันเรียกว่า นั่งเป็น"บ้าน" ในบ้านจะมีสมาชิกตั้งแต่ม.1-6 คละๆ กันไปค่ะ แล้วก็ต้องนั่งตามนั้นค่ะ งงไหมถ้างงรอคำธิบายอีกทีตอนถึงช่วงการนอนนะคะ นอกจากนี้ยังมีที่ๆให้กินแบบถาดหลุม เหมือนสมัยประถมน่ะค่ะ แล้วก็ตั้งกับข้าวเป็นสำรับไว้ ถ้าหมด หรือไม่พอ ก็ไปเติมเอง

         นอกจากอาหารที่ว่ามาแล้วโรงเรียนประจำจะมีทางเลือกให้เราค่ะ อาจเป็นร้านสหกรณ์โรงเรียน หรือมีร้านค้ามาขายขนม ของใช้จำเป็นบ้างไม่จำเป็นบ้างอื่นๆ ถ้าไม่ต้องการเปลืองบุคลากร ไปกับการทำสหกรณ์ นี่คือแหล่งอาหารอีกแหล่งของเด็กหอค่ะ หลายคนมากกกก ที่หมดเงินไปกับการซื้อของว่าง ทั้งหนักทั้งเบาไปกินแทนข้าวที่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ถ้าไม่กินกันกับกลุ่มเพื่อนๆ ระบบจ่ายเงินส่วนใหญ่ใช้การลงบัญชีค่ะ แล้วไปหักเอาจากเงินที่จ่ายมาตอนเปิดเทอม เพราะการพกเงินมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เกิดหายกันขึ้นมาจะเสียเวลา เรื่องมากกันเปล่าๆ จริงๆ แล้วการอยู่โรงเรียนประจำ นี่ทำให้เรามีสุขอนามัยที่ดีนะคะ ต้องกินเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา แต่อีตอนนอนมันไม่มีใครบังคับค่ะ.....

...

...  ว่าไปแล้วเรื่องกินนี่มันยาวเหมือนกันนะคะนี่  หรือเพราะฉันหมกมุ่นกับเรื่องนี้มากไปก็ไม่รู้ 

edit @ 8 Aug 2008 13:28:27 by ลูกหมีเริ่มมีสาระ

ฉันทำอะไรยุ่งยาก

posted on 06 Aug 2008 01:54 by mheelis

      ไปขอแท็กพ่อบ้านจากคุณ กลฟ. มา  แต่เอาไปไว้ที่โน่นแทน  ที่นี่กะจะพยายามมีสาระที่สุดเท่าที่ทำได้  ดังนั้นเรื่องบ้าบอไปแปะไว้ที่โน่นแล้วกัน

 .........................

     ยังเรียบเรียงไม่ถูกว่าเรื่องโรงเรียนประจำจะเอาส่วนไหนมาลงก่อน ความทรงจำสับสนปนเปสิ้นดี   ไม่อาจคั่นด้วยเรื่องเก็บๆ มาจากสัมมนาก่อนก็เป็นได้

................

      ฉันทำอะไรยุ่งยากจริงๆ ด้วย  แก้ไขอย่างไรดี?
 

       

            ช่วงเข้ามหาลัยจะมีช่วงที่แต่ละคนถามถึงโรงเรียนสมัยม.ปลายใช่ไหมล่ะ  มีเพื่อนถามฉันหลายคนเหมือนกัน  พอบอกชื่อโรงเรียนแล้ว เพื่อนๆจะทำหน้างงกัน แต่ไม่ถามอะไรต่อ  อยู่มาอีกสักพักพอเพื่อนรู้ว่าโรงเรียนสมัยม.ปลายเป็นโรงเรียนประจำก็จะทำหน้าแบบ "อ่ะ เหรอ" จากนั้นอีกหน่อยเมื่อรู้ว่าฉันเรียนที่เดิมทั้งม.ต้น ม.ปลาย  ก็จะทำหน้าอึ้งๆ  แต่ไม่พูดอะไร   และหลังจากนั้นอีกเมื่อเพื่อนๆ  ตัดสินใจถามฉันเรื่องโรงเรียนที่เคยเรียน  พวกเขามักจะทำหน้างง ปนสงสาร บวกเกรงใจที่จะถามว่า

        "ทำไมถึงไปเรียนโรงเรียนประจำล่ะ" และก็มีที่อ้อมแอ้มถามว่า                                                                 "เคยถามพ่อแม่ไหมว่าทำไมให้ไปเรียนโรงเรียนประจำ" ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องถามเหมือนกลัวว่า คำถามนั้น  จะไปกระทบกระเทือนจิตใจฉันแบบนั้น  ฉันแค่เรียนโรงเรียนประจำเท่านั้นเอง  ไม่ได้ถูกส่งไปสถานพินิจ  หรือ ถูกกักกันเสียหน่อย  ทำไมทำหน้าแบบนั้นละคะเพื่อน???

        โรงเรียนประจำ  หมายถึงโรงเรียนที่นักเรียน (ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งของโรงเรียน ) ใช้ชีวิตกิน อยู่ หลับนอน เรียนอยู่ที่โรงเรียน  ไม่ได้เรียนเสร็จกลับไปบ้านทุกวัน  แต่อาจมีให้กลับทุกเสาร์อาทิตย์  หรืออาทิตย์เว้นอาทิตย์ ก็แล้วแต่กฏของแต่ละโรงเรียน  อันนี้ไม่ได้อ้างอิงจากที่ไหน แต่พยายามอธิบายให้เห็นภาพ จากประสบการณ์ที่มี  หมายความว่ากิจกรรม จำนวนมากจะเกิดขึ้นในโรงเรียนประจำ และหมายความว่าในช่วงปีหนึ่ง เด็กโรงเรียนประจำอาจ ใช้เวลาที่บ้านน้อยกว่าที่โรงเรียนก็เป็นได้  (เช่นฉันเองปีหนึ่งอยู่โรงเรียนมากกว่าอยู่บ้านเป็นเวลา 2เดือน)

ต่อไปเราจะมาพิจารณาโรงเรียนประจำ และเด็กหอ กันตามประสบการณ์คนเขียน

1. การก้าวมาเรียนโรงเรียนประจำ  แบ่งออกเป็นวิธีที่เข้า และเหตุผลการเข้าเรียน
   1.1 วิธีเข้าที่เคยๆ มี 2 วิธี ไปสอบเอาตรงๆ กับขอโควต้าเอา วิธีอื่นๆ ที่รู้ๆ กันว่าทำได้เราจะไม่พูดถึง  การย้ายเข้ามา ก็มีรับเลย หรือจะสอบก่อนก็แล้วแต่โรงเรียนประจำแต่ละแห่ง นโยบายการรับมีทั้งรับทั้งม.1 และม.4  พร้อมกัน  หหรือรับม.1 อย่างเดียวถึงม.4 แล้วจะไปเรียนที่อื่นได้ แต่ไม่รับเด็กใหม่เข้าเพิ่มตอนม.4 อะไรแบบนี้
   1.2 เหตุผลการเข้าเรียน  เรื่องนี้คงคุยกันได้ยาวหน่อย  เพราะมาจากหลากหลายเหตุผลมีทั้ง  
       --  เข้าเพราะชื่อเสียง ไม่ว่าจะทางด้านวิชาการดีเป็นเลิศ  ด้านกีฬา ก็เอาเหอะ ซึ่งอาจได้รับคำแนะนำจาก
พ่อแม่ ครู พี่น้องญาติโกโหติกา ก็ว่ากันไป  หรือ  
       --  เข้าเพราะมีญาติเรียนอยู่แล้ว แล้วผู้ปกครองอยากให้เรียนด้วยกัน เดินตามกันเข้ามาเรียนว่างั้น  หรือ            --  เหตุผลที่คนส่วนมากคิดว่าคือเหตุผลหลักของการเป็นเด็กหอ คือ ถูกผู้ปกครองผลักไส  เลี้ยงเองกับมือไม่ไหว  ไม่มีเวลาดูแล เลยจับยัดโรงเรียนประจำ ก็มีไม่ใช่ไม่มีแต่เป็นกลุ่มขนาดเล็กนะ  หรือ
       --  พ่อแม่ส่งมาเพื่อฝึกฝน(วิทยายุทธ์?)ลูก ผู้ปกครองหลายคน (ที่ชอบเข้ามาถามโน่นนี่เวลาเอาลูกมาสมัครสอบ) มักจะอยากให้ลูกรู้จักพึ่งพาตัวเอง และพยายามฝึกให้ลูกเข้าสังคมให้ได โดย้เริ่มจากสังคมแคบๆ อย่างในโรงเรียนประจำนี่แหละ
       --  และเหตผลสุดท้าย  เหตุผลอื่นๆ  เป็นต้นว่า  อยากเรียนในที่ที่มีทะเล สมัยเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีละคร เกี่ยวกับเด็กหอใช่ไหมล่ะ มันก็คงมีละนะเด็กที่อยากจะไปเอนจอยชีวิตแบบนั้นบ้าง เด็กแบบนั้นคือฉันเองเป็นต้น  หรือ พวกเบื่อญาติ รักสันโดษ  รึ เพราะเป็นโรงเรียนมันอยู่ใกล้บ้าน (ข้อนี้แอบงงเล็กน้อยแต่เพื่อนฉันมันเรียนเพราะใกล้บ้านก็มี) ไม่ก็เรียนเพราะสอบติด เท่านั้นเอง กลุ่มนี้ก็มีขนาดเกือบเล็กคือจริงๆ แล้วคนมาเรียนแบบนี้มันก็เยอะอยู่นะ
        

        แน่นอนว่ามันก็มีทั้งเป็นทางเลือกที่พ่อแม่บังคับเลือก   ทางเลือกที่โดนเขาตะล่อมล่อหลอกมา  และแน่นอนว่าเป็นทางเลือกที่เราเลือกเองด้วย  ฉันเป็นคนกลุ่มหลัง  ตอนเพื่อนถามคำถามที่ (เพื่อนคิดว่าทำให้ฉัน)สะเทือนใจนั้น  ฉันกลับไปถามแม่ด้วยคำถามเดียวกัน  แต่แม่หัวเราะแล้วบอกว่า ฉันนี่แหละเป็นคนเลือกเอง  หลังจากนึกอยู่สักพัก..ที่จริงก็นานอยู่เรื่องมันจะ 10 ปีแล้วมั้งนี่ ฉันก็จำได้ว่าตัวเองบอกเองว่าจะเรียนโรงเรียนประจำ  ฉันให้แม่พาไปสมัครโควต้า ฉันเลือกโรงเรียนประจำที่จะไปด้วยตัวเอง ตอนเลือกสอบก็เลือกโรงเรียนที่มีหอด้วย เพื่อจะหาข้ออ้างอยู่หอทั้งที่มันก็ไม่ได้ไกลบ้านเล้ย  ฉันเองที่ไม่เปลี่ยนใจ ตอนไปเจอว่าโรงเรียนประจำที่อยากเข้าไม่ได้อยู่ใกล้ทะเลอย่างที่คิด...แล้ว ก็ฉัน ฉัน ฉันเลือกทั้งนั้นเลย   เพราะงั้นเวลาฉันตอบว่า "แม่ไม่ได้ส่งไปเรียนโรงเรียนประจำ ฉันเป็นคนไปเรียนเอง" มันเลยทำให้
เพื่อนงงเล็กน้อยมั้ง  และฉันก็งงว่าการเลือกไปเรียนเองมันผิดเหรอ?? ฉันคิดได้ทีหลังว่านั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้ฟังสิ่งที่คาดหวัง และมันไม่ตรงกับความเชื่อดั้งเดิมที่มีกับเด็กหอ  ไม่แน่ในอนาคตถ้ามีคนถามฉันอีกว่าทำไมถูกส่งไปเรียนโรงเรียนประจำฉันอาจจะตอบสิ่งที่เขาอยากฟัง  เรื่องบางเรื่องที่น่าสะเทือนใจ หรือบีบคั้นจิตใจ  เช่น

            "...ฉันเป็นลูกติดของแม่  พ่อใหม่ไม่ต้องการให้ฉันแย่งความรักจากน้องที่เป็นลูกใหม่ เลยให้ฉันมาอยู่โรงเรียนประจำที่ห่างไกล แล้วใช้ข้ออ้างเรื่องระยะทางเพื่อไม่ให้ฉันได้กลับบ้าน..."    

หรืออาจจะเป็น "...พ่อแม่ฉันต้องไปทำงานต่างประเทศแต่เอาฉันไปด้วยไม่ได้เลยฝากญาติเลี้ยงดู  แต่พวกเขาไม่อยากอยู่กับเด็กที่กำลังเป็นวัยรุ่น จึงส่งฉันไปเรียนโรงเรียนประจำเพื่อจะได้ไม่ต้องดูแล  และพยายามทำเป็นไม่มีฉันอยู่ด้วย..." 

หรืออาจจะเป็นบางอย่างที่มากกว่านี้เช่น  "...ฉันเป็นเด็กกำพร้า พ่อกับแม่ที่รับเลี้ยงฉันคิดว่าฉันเป็นตัวซวย ทำให้พวกท่านทำมาค้าขายไม่ดี เลยส่งมาเรียนโรงเรียนประจำเพื่อจะได้ไม่ไปเป็น ตัวขัดลาภของท่าน  และฉันก็มาเพราะพี่ชายที่เป็นหลานแท้ๆ ของคนที่รับเลี้ยงฉันชอบตีฉันเป็นประจำ..."  

.........ต้องการฟังอะไรแบบนี้กันรึเปล่านี่??   นี่เป็นแนวคิดที่แม่ฉันลองเสนอให้บอกเพื่อน  ตอนแรกฉันก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน  แต่ว่าถ้าบอกอะไรแบบนี้เขาจะได้ฟังในสิ่งที่คาดหวัง  เป็นการรักษาน้ำใจที่เพื่อนอุตส่าห์เป็นห่วงความรู้สึกของฉันด้วย.....เอ๊ะรึจะดี?

 

 .........ไม่เอาน่าล้อเล่นไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอกเหตุผลน้ำเน่ารันทดนั่นอย่าไปฟังมันค่ะ  เอนทรี่นี้ยาวแล้ว  แต่ยังมีเรื่องโรงเรียนประจำที่อยากเขียนอยู่  ดังนั้นจะมาต่อใหม่  คราวนี้จบกันดื้อๆ แบบนี้ล่ะค่ะ